บทที่1-แยกบัญชี VAT

       วันนี้เรามาแนะนำมือใหม่หัดทำธุรกิจกันหน่อยดีกว่าครับ ในฐานะคนทำบัญชีที่เห็นเพื่อนๆ ทำธุรกิจกันมาพักนึง เลยอยากเสนอแนวทางที่อาจทำให้การจัดการเรื่องของการเงินนั้นง่ายขึ้น

1.แยกบัญชี Vat ขายออกมาเดี่ยวๆเลย

  บางคนอาจหงุดหงิดกับเรื่องการไปเปิดบัญชีธนาคาร โดยเฉพาะพอเป็นนิติฯแล้ว เราไม่ได้เปิดง่ายเหมือนในหนังโฆษณาหรอกครับ นั่งทีเผื่อไปเลยครึ่งวัน เลยไม่เปิดเลยซะงั้น เงินเข้าเท่าไหร่ เทกองรวมกันไว้ในบัญชีเดียวนั่นแหละ ตอนเปิดมั่นใจแกมลำเอียงนิดๆ(หรือจะไม่..) ว่าเราจะบันทึกการใช้จ่ายแน่นอน

   แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว ขั้นตอนจะเป็นไปตามนี้ครับ

ลูกค้าเข้า-->ดีใจ(จะพิมพ์เพื่อ?)-->เสนอราคา-->แนะนำสินค้า-->ได้งาน-->ดีใจ-->ทำงาน-->กำไร-->แก้เหนื่อย(จ่ายเงินน่ะครับ แค่พิมพ์ให้ดูดีเฉยๆ)-->แฮงค์-->ถึงเวลาต้องจ่ายเงินซื้อของ/เงินเดือนลูกน้อง-->เงินเหลือหยิบใช้เลย-->บัญชีทวงค่าภาษี-------อุทานอย่างสุภาพภายใต้การดูดเสียง-->ค้างภาษีเพราะไม่มีตังค์จ่าย

   หากสังเกตุจะเห็นได้ว่า ไม่มีขั้นตอนของการบันทึกเลย!! ไม่ใช่ลืมนะครับ ผู้เขียนก็ผ่านวงจรนี้มาแล้วเช่นกัน (แต่ก็เป็นสิบปี แล้วละ) ทีนี้ เรามาดูกันว่าการแยกบัญชีออกมาดีกว่าแค่การจดบันทึกยังไง เอาที่ผู้เขียนนึกออกก่อนนะครับ

1.คิดน้อยลง คิดน้อยลง!! ถูกครับ เมื่อแยกบัญชีแล้ว จะไม่ต้องกังวลว่าเราจะไม่มีเงินจ่าย พอได้เงินจากการขายปั๊บ แยกเลย Vat ขาย เข้าบัญชีนี้ปุ๊บ ถึงเวลาจะเอาไปจ่ายเงิน ภ.พ.30 ก็สามารถหยิบไปได้เลยโดยไม่ต้องกังวล จากเดิมที่ต้องไปเปิดสมุด เปิดไฟล์ดู อ้าวหาไม่เจอ จดใหม่ อ้าว..อ้อ...นึกแป๊บ... เมียถามเรื่องกับข้าว...กลับมาคิดใหม่ตรงอ้าว..อ้อ..ฯลฯ เห็นมั้ยครับ น้อยกว่าเห็นๆ

2.ได้เวลาคืนมากขึ้น เมื่อผ่านข้อ1. คิดน้อย ก็ใช้เวลาน้อย ก็คือจะว่างมากขึ้น เคนะ

3.ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือประสิทธิภาพ ก็คือปริมาณงาน หาร เวลา พอตัวหารน้อย ประสิทธิภาพก็สูง หลักคณิตศาสตร์น่ะครับ ผ่านเนอะ

4.เครียดน้อยลง บางคนบอกไม่เครียด ไม่เคยเครียด บ้านรวย อันนี้โอเคมากเลย(ผู้เขียนอยากเป็นเหมือนกัน) แต่บางคนมีเงินในบัญชี แบบไม่เกินหมื่น เห็น Vat 30,000 เครียดนะครับ ของแบบนี้ไม่เจอกะตัวนี่ไม่รู้ ยังขำๆ แต่พอเจอเข้านี่ เมียถามเลยนะ เป็นอะไร ทำหน้าเหมือนจะไม่มีข้าวกิน... เครียดหนักเข้าไปอีก อยู่คนเดียวก็ดีแล้ว ดันต้องหาทางอธิบายกะเมียว่าทำไมเอาเงินไปทำอะไรจนไม่มีเงินจ่าย Vat เดือดร้อนนะครับ อาจบานปลายได้ทีเดียว เหอๆๆ

5.เงินเหลือจนทำให้รู้สึกว่าได้รางวัลอยู่เรื่อย รางวัลอะไร งงสิครับ Vat เก็บเขามาก็เอาไปจ่ายต่อ มันจะเหลือรึ? คือพอเราซื้อของ เราจะมี Vat ซื้อครับ ตัวนี้พอเอามาหัก หัก หัก ไปเรื่อยๆ ไม่กี่เดือนถึงหมื่นนะครับ สรุปปีๆนึง เงินเหลือเก็บเพิ่ม 4-5 หมื่น ได้เลยครับ ทีนี้คงไม่ต้องบอกเนอะ ตันหาย่อมระงับได้ด้วยการซื้อ!! ...แต่พอควรนะครับ

   ทีนี้เราก็เริ่มเห็นประโยชน์จากการเปิดบัญชี VAT ขายละครับ เอาวันละนิดนะครับ ของให้ทุกท่านโชคดีกับการทำธุรกิจโดยมีศีลมีธรรมกันนะคร้าบบ

 

          ด้วยความปรารถนาดี จาก

สำนักงาน นีโอน่า แอคเคาท์ติ้ง เซอร์วิสเซส

        www.neonaaccounting.com

             086-5226693

 

***********************************************************************

บทที่2- คำถามสุดคลาสสิค - ตั้งเงินเดือนตัวเองเท่าไหร่ดี

   ปกติเวลาผู้ประกอบการเริ่มกิจการ ก็มักที่จะไม่ได้ตั้งเงินเดือนของตน จนกระทั่งพอธุรกิจเริ่มขยับเข้าสู่ช่วงที่พอจะจ่ายผลตอบแทนคืนแก่กรรมการได้บ้าง ก็จะเกิดความไม่แน่ใจว่า ควรจะตั้งสักเท่าไหร่ดี ส่วนบางคน พอเปิดบริษัทฯปั๊บ ก็อยากดูมีหน้ามีตา ยิ่งเวลามีคนมาขอให้ช่วยทำบัตรเครดิตจะยิ่งภูมิใจมาก ตอบอย่างชัดเจน เงินเดือนผม 48,000 ครับ สักพักเขาถามไปถามมา อ้าวยังขายไม่ได้แต่เล่นตั้งซะสูงลิ่ว สุดท้ายแล้วก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน วันนี้บริษัท กุสุมา แอคเคาท์ติ้ง เซอร์วิสเซส จำกัด มีไอเดียเบื้องต้นมานำเสนอให้เป็นแง่คิด ในการตั้งเงินเดือนของกรรมการกันครับ

 

   ก่อนอื่นเลย อยากให้ผู้ประกอบการเข้าไปดูที่ยอดขายเทียบกับต้นทุนของตนเองก่อนครับ ว่าเราขายได้แล้วเท่าไหร่ ประมาณไหนต่อเดือน ยกตัวอย่างเช่น

ขายได้สัก 1,000,000-

ต้นทุนค่าของ 400,000-

ค่าจ้างแรงงาน(อาจจะยังไม่ได้จ้างพนักงานก็เอาค่าจ้างทำของนี่ละครับ มาพิจารณาก่อน)  250,000-

ค่ากล่อง 20,000-

ค่าโฆษณา 5,000-

ค่าแรงตนเอง 20,000-

 

พอจิ้มเบื้องต้นออกมา ก็น่าจะได้กำไรสัก 305,000-

ยอดนี้ละครับ เราก็มาดูกันว่า ไอ้กำไร 305,000- เนี่ย เราได้สม่ำเสมอหรือเปล่า ถ้าจะตีว่ามันสม่ำเสมอ คือกี่เดือนจะได้สักครั้งนึง ใหม่ๆหน่อย อาจจะตีปีนึงได้สักสองครั้ง เราก็เอา 305,000*2=610,000- นี่คือยอดกำไรคร่าวๆที่เราได้ครับ

 

ทีนี้เราตั้งเงินเดือนจะตั้งยังไง ก่อนอื่นเราต้องมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาก่อนนะครับ

1.บริษัทต้องมีกำไร

2.กรรมการต้องได้เครดิต(คือพอมีหน้ามีตาบ้าง ไม่ใช่เอาไปสมัครบัตรอิออนยังโดนไล่กลับมา แบบนี้ไม่ดีครับ)

3.มีแผนจะทำอะไรในระยะเวลาสัก 3 ปีที่จะถึงนี้มั้ย เช่นการกู้ซื้อรถ ซื้อบ้าน เป็นต้น

4.(advance ขึ้นมานิด) คือ บริษัทฯ มีถูกคนอื่นหักเอาไว้มั้ย ถ้ามี เท่าไหร่ (ในทีนี้ขอยังไม่กล่าวนะครับ เดี๋ยวงง และอธิบายยาว โทรถามสนง.ดีกว่าครับ)

5.เสียภาษีบ้างนิดหน่อยเป็นเรื่องดี - ดีจริงๆนะครับ สรรพากรไม่ยุ่งกะเรา และอยากให้มองในแง่ว่า เราก็ใช้ถนนหนทาง ใช้ถังขยะส่วนรวม เดินทางไปมา ก็มีใช้ทรัพย์สินที่เป็นเงินลงทุนของแผ่นดินเรา เราเสียภาษีให้ประเทศบ้าง ไม่น่าอายหรอกครับ ใครถามบอกไปเลยครับ "มากับพี่ พี่มีตังค์" เท่ห์อยู่นะครับ

 

พอเราได้เกณฑ์ในการพิจารณาแล้ว เราก็มาคำนวณกันแบบง่ายๆครับ

  1. อยากให้บริษัทกำไรก่อน สัก 300,000- (เพราะในเกณฑ์นี้ไม่เสียภาษีอยู่แล้วครับสำหรับ SME) เหลือกำไร 610,000 - 300,000= 310,000
  2. สมมติไม่มีแผนกู้ เราก็กะว่าจะเอา 310,000 ใส่เป็นเงินเดือนเลยละกัน ก็เอา 310,000/12= 25833.33 ก็อาจจะเอาสวยๆหน่อย สัก 25,000 ที่เหลือก็ให้เป็นหน้าที่ของถูกหักฯ ที่เราโดนลูกค้าหักไประหว่างปีบ้างครับ

 

ผลที่ได้จากการทำแบบนี้นะครับ

1.บริษัทฯ ได้งบกำไรครับ สำคัญมาก พองบขาดทุน เราไม่ต้องเดินเข้าไปขอเงินแบงค์หรอกครับ รู้ๆกันอยู่เนอะ

2.กรรมการเป็นคนมีเครดิต แต่เราต้องยื่นภงด.91 นะครับ ถึงจะมีเครดิตจริงๆ เพราะเดี๋ยวนี้แบงค์เขาพิจารณากันตรงนี้หมดแล้วครับ สมัครอะไรก็ง่ายขึ้น

3.ที่ถูกหักไป ได้เอามาใช้บ้าง สมมติว่าเราไม่ได้พิจารณาเรื่องเงินเดือนเลย เราอยากได้ 40,000 เป็นเงินเดือน เราก็ซัดเลย ตูม.. บริษัทถูกหักแต่เอามาใช้ไม่ได้ เพราะงบไม่กำไรขนาดจะเสียภาษี สุดท้ายก็ไม่ขอคืนอยู่ดี(เอาไว้เขียนให้ว่าทำไมนะครับ) แถมต้องเสียภาษีบุคคลเยอะอีกต่างหาก ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เลยครับ

 

เมื่อได้ไอเดียสำหรับการตั้งเงินเดือนตนเองแล้ว ลองนำไปปรับใช้กับกิจการดูนะครับ ขอให้โชคดีกับการประกอบธุรกิจแบบมีศีลมีธรรมกันนะคร้าบบ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก            

สำนักงาน นีโอน่า แอคเคาท์ติ้ง เซอร์วิสเซส

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.              

0865226693,0922747961          

www.neonaaccounting.com      

 

***********************************************************************

 

บทที่3 – ออฟฟิส เช่าหรือซื้อดี??

                เอาละครับ เรามาถึงบทความที่หลายๆท่านอาจมีคำถามในใจมานานแสนนาน ว่าเราควรตัดสินใจอย่างไรดี เมื่อธุรกิจดำเนินมาถึงวันที่ต้องพิจารณาเรื่องขยับขยายสถานที่ ครานี้แอดฯมีข้อคิดดีๆ จากบริษัท กุสุมาแอคเคาท์ติ้ง เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งเป็นสำนักงานบัญชีในจังหวัดสมุทรปราการ ที่ประกอบกิจการในวงการนี้มาอย่างยาวนาน มาให้ประกอบการพิจารณากันครับ

                ว่าด้วยเรื่องของการเช่า หรือซื้ออาคารเพื่อทำสำนักงานของนิติบุคคลนั้น แบ่งออกได้เป็น 3 แบบด้วยกัน(อันนี้แบ่งตามความคิดของแอดฯนะครับ ไม่มีเกณฑ์อะไรลึกซึ้งนะครับ)

***สำหรับท่านที่เวลาน้อย อยากได้แค่เนื้อ การเช่านามนิติ +หัก ณ ที่จ่ายผู้ให้เช่า work สุดครับ*** แอบ spoil

  1. เช่า –ตรงตัวครับ เดินปักหัวเข้าไปที่อาคารที่ให้เช่า จากนั้นก็ติดต่อขอเช่า ตกลงทำสัญญา แล้วก็อยู่เลยครับ
  2. ซื้อนามบุคคล เช่น ซื้อนามเจ้าของบริษัท แบบนี้ก็คือการซื้ออาคารทั่วๆไปครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนตอนแรก หึหึ
  3. ซื้อนามนิติฯ –อันนี้ดูมีตังค์ขึ้นมาหน่อยครับ คือบริษัทฯต้องใช้ ก็ซื้อนามบริษัทซะเลย คือมีตังค์น่ะ ว่างั้น

แอดฯ จะอธิบายข้อดี ข้อเสีย ของแต่ละแบบให้ฟังกันเป็นข้อๆนะครับ

1.เช่าอาคาร นามบริษัท/ห้างฯ

การเช่าประเภทนี้หมายถึง การเดินเช้าไปติดต่อเจ้าของอาคาร ว่าเราต้องการใช้สถานที่นี้ทำออฟฟิส คิดค่าเช่าอย่างไร มีเงื่อนไขอะไรบ้างในการเช่า และมีการหัก ณ ที่จ่ายเมื่อมีการเช่าสถานที่นั้นๆ ตามความเป็นจริง(ก็คือหัก 5% นั่นแหละครับ)

ข้อดี

  1. ง่าย-เร็ว การเช่าแบบนี้ สามารถทำได้เร็ว ไม่กระทบต่อแผนทางธุรกิจที่วางไว้ว่าจะต้องขยับขยายเสร็จประมาณกี่เดือน เพราะทั่วไปแล้วการจะปล่อยให้คนเช่าสถานที่ ก็ต้องเตรียมสถานที่นั้นๆให้พร้อมที่จะเข้าอยู่ได้ทันที ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการตกแต่งต่อเติม มากนัก
  2. Low initial cost แปลเป็นไทยคือ ตอนเริ่มต้นใช้เงินน้อยครับ ตอนนี้ยังไม่เห็นภาพ ยังๆ ใจเย็นๆครับ รอดูการเช่าแบบอื่นจะเห็นครับ
  3. ย้ายออกทำได้ก็เร็ว ข้อนี้เป็นข้อที่คนทั่วๆไปไม่อยากนึกถึงครับ สมมติว่า... อาคารแห่งนั้น ไม่เหมาะกับการใช้เป็นออฟฟิสอีกต่อไป จะเกิดอะไรขึ้นครับ ถูกครับ เราต้องย้ายออก สำหรับโลกธุรกิจแล้วจะไม่ยึดติดกับสถานที่ครับ หากถึงเวลาต้องย้าย ก็คือต้องย้าย ยกตัวอย่าง เกิดไปพบว่าในนิคม หรือที่บางแห่ง การเดินทางนั้นสะดวกกว่า ลูกน้องหาง่าย ใกล้แห่งวัตถุดิบ คำนวณคร่าวๆแล้วแค่ต้นทุนเหล่านี้น้อยลงเดือนละ 20,000 บาท มันเกือบจะเท่ากับว่าเราไปอยู่ฟรีกันเลยทีเดียว(อันนี้สมมติค่าเช่าที่ 20,000 บาทนะครับ) อ่ะตัดสินใจได้แล้วว่าจะย้ายออก ของเก่าก็แค่แจ้ง

 

ข้อเสีย

  1. ไม่เท่ห์ - ถูกครับ ไม่ควรจะอยู่ในเนื้อหาที่ดูเป็นทางการสำหรับสำนักงานบัญชี แต่เท่าที่แอดฯได้สัมผัสมานั้น ครึ่งหนึ่งครับ จะบอกประมาณว่า “แต่มันไม่ใช่ของเรานะ” หรือก็คือไม่ได้เป็นเจ้าของ หรือก็คือคนพูดอยากดูดีกว่านั้นอีกหน่อยครับ
  2. ทำอะไรก็อึดอัด ต้องขออนุญาต - หากท่านเช่าแล้ว จะเอาอะไรมาใส่ มายึด มาติด โดยหลักการแล้วต้องขออนุญาตจากเจ้าของอาคารก่อนเสมอครับ อย่าให้ถึงขั้นที่ต้องฟ้องร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายกันเลยครับ เสียกันทั้ง 2 ฝ่ายครับ เคยมีท่านหนึ่งให้เช่ามาบ่นว่ากลับไปดูอีกที บ้านพัง! อันนี้พังจริงครับ โฮมออฟฟิส เล่นเอาเครื่องกัดเครื่องไส เครื่องสารพัดเครื่อง มาตั้ง.. สุดท้ายพื้นพังขนาดทรุดลงไปเลยครับ อันนี้ก็น่าสงสารเขานะครับ
  3. จดทะเบียนยาก - สืบเนื่องมาจากการที่ไม่ได้เป็นเจ้าของครับ ทำให้การดำเนินการอะไรก็ต้องติดต่อไปที่เจ้าบ้าน คนไม่ได้คุยกันทุกวัน เวลาติดต่อทีนึง ก็อาจจะกินเวลา ทำให้หลายๆท่านคงไม่ชอบใจนัก
  4. ไม่ยอมให้หัก ณ ที่จ่าย – อันนี้ก็เป็นปัญหาโลกแตกเหมือนกัน เจอทุกรายครับ เจ้าบ้านไม่ยินยอมให้หัก ณ ที่จ่าย จากการจ่ายค่าเช่าเพื่อที่ว่าผู้เช่าจะได้นำมาลงบัญชีได้อย่างถูกต้อง เอาจริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องคุยให้เคลียร์ตั้งแต่แรกนะครับ เพราะสำคัญมาก หากแย่ที่สุด แอดฯมองว่าก็จ่ายภาษีให้ แต่ว่าก็ต้องแสดงรายได้ให้ถูกต้องครับ หากไม่ยอมจริงๆ แนะนำหาที่ใหม่ครับ

 

2.ซื้อนามบุคคล

อันนี้เป็นเรื่องทั่วไปครับ สนใจอาคารหลังนี้ก็ซื้อซะ แล้วก็ใช้ให้สมใจ เรื่องนี้คงไม่ต้องกล่าวอะไรมาก แต่เรามาดูข้อดี ข้อเสียกันดีกว่าครับ

ข้อดี

  1. สบายใจ จะทำไรก็ได้ -ครับ ก็เป็นเจ้าของแล้วนี่ครับ
  2. ติดต่อจดทะเบียน ขึ้นทะเบียน VAT ประกันสังคม ง่ายหมดครับ เอกสารเราก็มี เจ้าของก็เซ็นเอง มอบอำนาจก็ธรรมดาๆ ง่ายไปหมดครับ
  3. ต่อเติม ติดตั้ง ก็สะดวก(ติดกะแค่นิติหมู่บ้าน น่ามคานครับ)
  4. อื่นๆคงมีละครับ แต่แอดฯคิดว่าอาจไม่ใช่ประเด็นหลักแล้ว ข้ามนะครับ

ข้อเสีย

  1. ต้องรวยครับ คือมีเงินในตอนแรกและตอนต่อๆไปอย่างไม่ขาดสายครับ อาคาร 3ล้านฯ ซื้อต่อเขามา ต่ำๆเริ่มก็ต้องมี 4 แสน ไหนจะประกันอัคคีภัย ไหนจะกู้ ไหนจะประกันกู้อีกราว 8 หมื่น เงินทั้งนั้นครับ
  2. ช้า -เอ๊ะ ซื้อเองทำไมช้า ยืนยันว่าช้ากว่าครับ เตรียมไว้เลยว่าเกือบครึ่งปีครับ กว่าเรื่องจะเข้าที่ นี่คือยังไม่รวมหากท่านไปซื้อบ้านเก่าที่น้ำไฟไม่พร้อมนะครับ ติดต่อขอหม้อน้ำ หม้อไฟ กว่าจะเสร็จ เอ่อ บางทีเกือบลืม ว่าจะเอามาทำอะไร
  3. ไม่ยอมให้หัก ณ ที่จ่ายครับ ใช่ครับ อ่านไม่ผิดครับ ตัวท่านแหละครับ ไม่ยอมให้หัก ณ ที่จ่าย แค่เหตุผลจะดูดีกว่ากรณีอื่นหน่อย อันนี้แอดฯเข้าข้างให้นะครับ เพราะท่านจ่ายเงินของตัวเองซื้อ พอจะให้บริษัทใช้ กลับต้องเอาเงินโยนให้สรรพากร สุดท้ายแล้วก้ไม่ได้หักกันอยู่ดี สมมติจ่ายแบงค์อยู่เดือนละ 20,000 ค่าใช้จ่ายส่วนนี้สุดท้ายแล้วไม่ได้ลงบัญชีครับ ทิ้งโลด
  4. ยอมให้หัก ณ ที่จ่ายครับ ใช่ครับ อ่านไม่ผิดครับ ตัวท่านแหละครับ ยอมให้หัก ณ ที่จ่าย เอ๊ะ แอดฯสมองกระทบกระเทือนหรือเปล่า เปล่าครับ ยอมให้หักนี่ก็เป็นข้อเสียครับ สิ้นปีท่านจะจ่ายภาษีบุคคลเพิ่มครับ ยอมให้หัก พอสิ้นปีคำนวณเงินเดือนจะกรอก 91 อาว ดันมีค่าเช่า ต้องไปกรอก 90 แทน ยากกว่าอีก แถมคำนวณไปๆมาๆ เงินไม่เคยจ่าย เจอค่าภาษีจากการให้ตัวเองเช่า ก็ต้องขอเวลาทำใจกันทุกคนละครับ
  5. ซ่อมครับ อยู่แล้วก็ต้องซ่อม ไม่มีใครทำให้หรอกครับ บ้านจะพังก็ต้องซ่อมครับ ซื้อมาแล้ว ลองเทียบกันนะครับ หากมันพังจริงอะไรจริง กรณีเช่าอย่างดีก็เพียงแค่เปลี่ยนไปเช่าบ้านข้างๆ(อันนี้โหดหน่อย) แต่ถ้าเป็นของท่านเอง ท่านจะขายทิ้งเหรอครับ

 

2.ซื้อนามนิติฯ

อันนี้เป็นเรื่องของคนมีเงินครับ เราๆไม่ค่อยเจอกันเท่าไหร่ แต่แอดฯจะบอกฟามลับไว้ให้นิดหน่อยนะครับ

ข้อดี - ขอก๊อบมาโลดครับ

  1. สบายใจ จะทำไรก็ได้ -ครับ ก็เป็นเจ้าของแล้วนี่ครับ
  2. ติดต่อจดทะเบียน ขึ้นทะเบียน VAT ประกันสังคม ง่ายหมดครับ เอกสารเราก็มี เจ้าของก็เซ็นเอง มอบอำนาจก็ธรรมดาๆ ง่ายไปหมดครับ
  3. ต่อเติม ติดตั้ง ก็สะดวก(ติดกะแค่นิติหมู่บ้าน น่ามคานครับ)
  4. อื่นๆคงมีละครับ แต่แอดฯคิดว่าอาจไม่ใช่ประเด็นหลักแล้ว ข้ามนะครับ

ข้อเสีย

  1. ต้องรวยครับ คือมีเงินในตอนแรกและตอนต่อๆไปอย่างไม่ขาดสายครับ อาคาร 3ล้านฯ ซื้อต่อเขามา ต่ำๆเริ่มก็ต้องมี 4 แสน ไหนจะประกันอัคคีภัย ไหนจะกู้ ไหนจะประกันกู้อีกราว 8 หมื่น เงินทั้งนั้นครับ
  2. ต้องรวยมากครับ -คือการซื้อนามบริษัทฯนั้นส่วนมากแบงค์จะถือว่าเป็นการกระทำเพื่อการพาณิชย์ ดังนั้น ไม่มีครับ ดอกเบี้ย 3% ระยะเวลาการกู้ก็สั้นครับ บางคราวโดนจับยัดแค่ 7ปี อาคาร 3 ล้าน ผ่อนเดือนละ 50,000 มีจุกนะครับ แต่หากท่านได้สิทธิพิเศษก่อนใคร คือกู้ได้เกือบเหมือนบุคคลธรรมดา ข้อเสียก็ไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่อยู่ดีครับ
  3. ช้า -เอ๊ะ ซื้อเองทำไมช้า ยืนยันว่าช้ากว่าครับ เตรียมไว้เลยว่าเกือบครึ่งปีครับ กว่าเรื่องจะเข้าที่ นี่คือยังไม่รวมหากท่านไปซื้อบ้านเก่าที่น้ำไฟไม่พร้อมนะครับ ติดต่อขอหม้อน้ำ หม้อไฟ กว่าจะเสร็จ เอ่อ บางทีเกือบลืม ว่าจะเอามาทำอะไร(อันนี้ copy มาเหมือนกันครับ แหะๆ)
  4. ไม่ยอมให้หัก ณ ที่จ่ายครับ ใช่ครับ อ่านไม่ผิดครับ ตัวท่านแหละครับ ไม่ยอมให้หัก ณ ที่จ่าย แค่เหตุผลจะดูดีกว่ากรณีอื่นหน่อย อันนี้แอดฯเข้าข้างให้นะครับ เพราะท่านจ่ายเงินของตัวเองซื้อ พอจะให้บริษัทใช้ กลับต้องเอาเงินโยนให้สรรพากร สุดท้ายแล้วก้ไม่ได้หักกันอยู่ดี สมมติจ่ายแบงค์อยู่เดือนละ 20,000 ค่าใช้จ่ายส่วนนี้สุดท้ายแล้วไม่ได้ลงบัญชีครับ ทิ้งโลด ยิ่งบริษัทอัตราภาษีหนักกว่าบุคคล คำนวณยากกว่า ไหนจะวางแผนอีก สุดท้ายแล้วบายกันทุกคนครับ
  5. ยอมให้หัก ณ ที่จ่ายครับ ใช่ครับ อ่านไม่ผิดครับ ตัวท่านแหละครับ ยอมให้หัก ณ ที่จ่าย เอ๊ะ แอดฯสมองกระทบกระเทือนหรือเปล่า เปล่าครับ ยอมให้หักนี่ก็เป็นข้อเสียครับ สิ้นปีท่านจะจ่ายภาษีบุคคลเพิ่มครับ ยอมให้หัก พอสิ้นปีคำนวณเงินเดือนจะกรอก 91 อาว ดันมีค่าเช่า ต้องไปกรอก 90 แทน ยากกว่าอีก แถมคำนวณไปๆมาๆ เงินไม่เคยจ่าย เจอค่าภาษีจากการให้ตัวเองเช่า ก็ต้องขอเวลาทำใจกันทุกคนละครับ คล้ายๆข้อก่อนหน้าครับ บริษัทยากกว่าเห็นๆ
  6. ซ่อมครับ อยู่แล้วก็ต้องซ่อม ไม่มีใครทำให้หรอกครับ บ้านจะพังก็ต้องซ่อมครับ ซื้อมาแล้ว ลองเทียบกันนะครับ หากมันพังจริงอะไรจริง กรณีเช่าอย่างดีก็เพียงแค่เปลี่ยนไปเช่าบ้านข้างๆ(อันนี้โหดหน่อย) แต่ถ้าเป็นของท่านเอง ท่านจะขายทิ้งเหรอครับ(ก็ยัง copy มา)

 

จะเห็นข้อดี-ข้อเสียของการดำเนินการแต่ละแบบกันแล้วนะครับ สำหรับแอดฯ เห็นว่าการเช่านามนิติ + หัก ณ ที่จ่ายผู้ให้เช่านั้น น่าจะเป็นทางออกที่สะดวก ประหยัด และปลอดภัย แม้ต้องแลกกับความไม่สะดวกสบายบางอย่างครับ ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลือกว่าจะทำอะไรแบบไหน เป็นสิทธิ์ของนักธุรกิจ หากมันไม่ใช่ ทำแล้วไม่มีความสุขจริงๆ ก็ไม่มีใครว่าหรอกครับ เอาธุรกิจตนเองให้รอดก็พอครับ ขอให้มีความสุขกับการทำธุรกิจแบบมีศีลมีธรรมกันนะครับ

 

          ด้วยความปรารถนาดี จาก

สำนักงาน นีโอน่า แอคเคาท์ติ้ง เซอร์วิสเซส

         www.neonaaccounting.com

            This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.            

 086-5226693,092-2695687,0922747961

 

    

 

Login

Today8
Yesterday55
This week249
This month281
Total32206

Visitor Info

  • IP: 3.94.129.211
  • Operating System: Unknown

2019-12-07